วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

วันนี้เราก้มีความเป็นมาของผ้าไหมแพรวากาฬสินมาฝากนะครับ


ประวัติ ความเป็นมาของผ้าไหมแพรวากาฬสินธ์ 
          ผ้าแพรวา เป็นชื่อเฉพาะที่เรียกผ้าชนิดหนึ่ง ที่ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียงของชาวผู้ไทย ซึ่งใช้ในงานเทศกาล บุญประเพณีหรืองานสำคัญอื่นๆ เป็นผ้าที่ทอด้วยมือ แพร หมายถึง ผ้า วา หมายถึงความยาวของผ้า 1 วา คำว่า แพรวา จึงมีความหมายว่า ผ้าที่มีความยาวประมาณ 1 วา
          ชาวผู้ไทย เป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้ ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบเทือกเขาภูพาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเป็นส่วนใหญ่ โดยยังรักษาวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ การแต่งกาย และการทอผ้าไหม ผู้หญิงจะถูกฝึกทอผ้าแพร วาตั้งแต่อายุ 9 - 15 ปี ชาวผู้ไทยที่ทอผ้าแพรวาส่วนใหญ่จะอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีภูมิปัญญาในการทอผ้าไหมด้วยการเก็บลาย หรือเก็บขิดแบบจกที่มีลวดลายโดดเด่นที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและ พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบการเลือกใช้เส้นไหมน้อย หรือไหมยอดที่มีความเลื่อมมัน ผ้าไหมแพรวาถือว่าเป็นของล้ำค่าและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวผู้ไทย จังหวัดกาฬสินธุ์อย่างแท้จริง ดังคำขวัญจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ว่า
เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา
ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี
คำนิยาม
ผ้าแพรวา เป็นชื่อเฉพาะที่ชาวอีสานทั่วไปเรียกผ้าชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือ ห่มสไบเฉียงของชาวผู้ไทย ซึ่งใช้ในโอกาสที่มีงานเทศกาล บุญประเพณีหรืองานสำคัญอื่นๆ
ผ้าแพรวา มีความหมายตามรูปศัพท์ ซึ่งเป็นคำผสมระหว่างคำมูล 3 คำ คือ
ผ้า หมาย ถึง วัสดุอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผืน ได้จากการเอาเส้นใยของ ฝ้าย ไหม ป่าน ปอ ฯลฯ ซึ่งผ่านกรรมวิธีหลายอย่างเป็นต้นว่า การปั่นเส้นใยทำเป็นเส้นด้าย ย้อมสี ฟอกสี การฟั่นเกลียว การเคลือบผิว ฯลฯ แล้วนำเข้ามาทอเข้าด้วยกันให้เป็นผืนมีขนาดความกว้าง ความยาวแตกต่างกันไปตามความต้องการใช้สอยประโยชน์ เมื่อทอเสร็จเป็นผืนแล้ว จะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามชื่อวัสดุที่นำมาใช้ถักทอ เช่น ถ้าทอจากใยฝ้าย เรียกว่า ผ้าฝ้าย หรือถ้าทอจาก เส้นใยไหม เรียกว่า ผ้าไหม

แพร หรือ แพ(ภาษา อีสาน) หมายถึง ผ้าที่ยังไม่ได้แปรรูปให้เป็นเสื้อ หรือซ่ง (โส่งหรือกางเกง) คือยังมีลักษณะเป็นผืนผ้าที่เสร็จจากการทอมักเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตาม ลักษณะวัสดุที่ใช้ เช่น แพรไหม แพรฝ้าย แพรอีโป้ เป็นต้น

วา หมายถึง มาตราวัดความยาวอย่างหนึ่ง ได้จากการกางแขนทั้งสองแขนออกไปจนสุดแล้วทาบกับสิ่งที่ต้องการวัดขนาดความ ยาว ด้วยการทาบลงไปให้แขนตรงเป็นเส้นขนาน ทำอย่างนี้แต่ละครั้งเรียกว่า 1 วา (ต่อมาปรับปรุงมาตราวัดนี้ใหม่ว่า 1วา มีขนาดเท่ากับ 4 ศอก)

ดังนั้นคำว่า ผ้าแพรวา จึงมีความหมายรวมกันว่า ผ้าทอเป็นผืนที่มีขนาดความยาว 1 วา หรือ 1 ช่วงแขน

ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ หมาย ถึง ผ้าไหมที่ทอประดิษฐ์ลวดลายด้วยการขิด และการจก ใช้เส้นไหมตีเกลียวเป็นทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง รวมทั้งมีเส้นไหมเพิ่มพิเศษในการทำให้เกิดลวดลายตามกรรมวิธีที่ปราณีตของชาว ผู้ไทย ที่เป็นมรดกทางหัตถกรรมที่ถ่ายทอดสืบกันต่อมา 
 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2520 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมพสนิกรในอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ทอดพระเนตรเห็นชาวผู้ไทยแต่งชุดพื้นเมือง ห่มสไบเฉียงแพรวาสีแดง ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลได้ทรงพระราชทานเส้นไหมให้แก่ชาวบ้านโพนเพื่อทอผ้า แพรวาถวาย และโปรดรับงานทอผ้าแพรวาของชาวผู้ไทย อำเภอคำม่วงเข้าไว้ในโครงการศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์และทรงโปรดให้มี การพัฒนาการทอผ้าไหมแพรวา จนทำให้ผ้าแพรวาเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป


รายละเอียดเพิ่มเติมได้ดังนี้http://nornkaw.blogspot.com/p/blog-page_8959.html

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

เปิดตัวชุดราตรีหรู-และชุดประจำชาติ “สยามไอยรา”

ชุดประจำชาติ “สยามไอยรา” ผลงานการออกแบบของ พลิน อภิญญากุล ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ช้าง สัตว์ประจำชาติที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศไทย โดยนำเครื่องทรงของช้างต้น ได้แก่ ผ้าปกกระพอง พู่หู กระพรวน มาเป็นแนวทางหลัก ในการออกแบบเครื่องประดับ ประกอบด้วย เกี้ยว ต่างหู กำไลข้อมือ กำไรข้อเท้า พู่ขา เข็มขัด เป็นต้น โดยผลิตจากทองเหลืองชุบน้ำยาที่มีส่วนผสมของทองคำแท่ง 18% ส่วนของทรงผมใช้วิธีการขึ้นโครง แล้วนำผมปลอมที่สั่งทำพิเศษมาลูบกาวยิงสเปรย์อัดจนขึ้นเป็นทรงคล้ายกับงวงช้าง ด้านซ้ายถือพัดโบก เปรียบเสมือนหูช้างอีกข้าง ซึ่งความหมายโดยนัยของ พัด คือ การปัดเป่าทุกข์ภัย นำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขและสันติภาพ

คุณนงนารถ จิรกิติ แห่งห้องเสื้อ Noriko เปิดเผยถึงการตัดเย็บชุด สยามไอยรา ว่า “จากแบบร่างของชุด สยามไอยรา ทำออกมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ผ้าที่ใช้ในการตัดเย็บ เป็นผ้าคอตตอนพิมพ์ลายไทยจากห้างหุ้นส่วนจำกัด โขมพัสตร์ ท่อนบนทำเป็นเกาะอกเปิดให้เห็นช่วงเอวของผู้สวมใส่ แขนด้านขวาตัดเย็บเป็นเสื้อแขนยาวจนถึงข้อมือ ส่วนบริเวณหัวไหล่จับผ้าพองในลักษณะคล้ายหูช้าง สำหรับสไบเฉียงและผ้าคลุมหลังใช้ผ้าสีเลือดหมู ผ้าคลุมหลังเพิ่มเติมรายละเอียดให้ดูโดดเด่นด้วยการนำผ้าคอตตอนพิมพ์ลายมาเย็บติดตรงเชิงผ้า ท่อนล่างจับจีบในลักษณะของ โจงกระเบน สวมทับด้วยถุงน่องสีเทา”

ส่วนของชุดราตรี ออกแบบและตัดเย็บโดยห้องเสื้อ Amore โดย คุณภคมน ทวีสวย ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง เปิดเผยว่า “ปีนี้การประกวดนางงามจักรวาลจะจัดขึ้นที่ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเมืองแห่งแสงสี ดังนั้นชุดราตรีที่ออกแบบและตัดเย็บให้กับน้องปุ๊กลุกสวมใส่บนเวทีรอบตัดสินจึงเน้นการใช้แสงและเล่นไฟบนเวทีเป็นหลัก มีความทันสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นไทย โดยเป็นชุดราตรียาวสีเงินเข้ารูปโชว์สรีระ บ่าเบี่ยงด้านขวาเหมือนห่มสไบ เพิ่มความโดดเด่นของชุดด้วยการปักเลื่อมคล้ายลายกนกวิ่งผ่านทั้งตัวดูอ่อนหวานและแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน เติมความ เซ็กซี่ด้วยการเจาะซีทรู พร้อมเผยให้เห็นแผ่นหลังที่สวยงาม ส่วนท่อนล่างดีดชายกระโปรงเป็นหางปลาเพื่อความหรูหราอลังการ”

นางสาวฝนทิพย์ วัชรตระกูล มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ประจำปี 2553 มีกำหนดออกเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดนางงามจักรวาล 2010 (2010 MISS UNIVERSE®) ในวันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2553 เที่ยวบินที่ TG794 เวลา 19.30 น. การประกวดรอบแรก (Presentation Show) จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2553 เวลา 06.00 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) ถ่ายทอดสดผ่านทาง www.missuniverse.com ส่วนการประกวดรอบตัดสิน จะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553 ช่อง 7 สี ถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมจาก มันดาเลย์ เบย์ รีสอร์ท แอนด์ คาสิโน ลาสเวกัส มลรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553 เวลา 08.00 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) และนำเทปบันทึกภาพมาออกอากาศให้ชมอีกครั้ง คืนวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2553 เวลา 01.30 น.






อยากดูเพิ่มเติม เรามีให้ดูได้ที่
mtu.ch7.com/news-detail.aspx?PostId=3906

วันนี้เราก็มีลักษณะการแต่งตัวของชาวไทยแต่ละสมัยมาให้ดูกันนะครับ

สมัยน่านเจ้าจนถึงปลายสมัยอยุธยา

สมัยน่านเจ้า(พ.ศ. ๑๑๖๑–๑๑๙๔)
           เมื่อชนชาติไทยอพยพเคลื่อนที่ลงมาสู่แหลมอินโดจีนโดยลำดับ จนได้ตั้งอาณาจักรไทยน่านเจ้าขึ้นเป็นอาณาจักรไทยแห่งหนึ่งที่หนองแสตาลีฟู หญิงไทยคงรักษาวัฒนธรรมและประเพณีทางการแต่งกายของตนไว้ ไม่ใช้ฝุ่นผัดหน้าหรือเขียนคิ้ว ใช้น้ำกลั่นจากต้นหม่อนทาผม หญิงผู้ดีนุ่งซิ่นไหม ใช้ผ้าไหมอีกผืนหนึ่งคาดเอวไว้ ผมมุ่นสูง บางทีถักเป็นเปียห้อยลงสองข้าง ใช้ต่างหูทำด้วยไข่มุก ทับทิมหรืออำพัน นิยมใช้รองเท้าฟาง


สมัยเชียงแสน(พ.ศ ๑๖๖๑–๑๗๓๑)
           อาณาจักรน่านเจ้าสิ้นสุดลง ชนชาติไทยเคลื่อนสู่แหลมอินโดจีนรวบรวมกันเป็นอาณาจักรใหม่ เรียกลานนาไทย หรือเชียงแสน ราว พ.ศ. ๑๖๖๑–๑๗๓๑ เนื่องแต่เข้ามาอยู่ในเขตร้อน หญิงไทยจึงนุ่งซิ่นถุง แต่การทอผ้ามีลวดลายตกแต่งประดับประดา เช่น ซิ่นทอลายขวาง เกล้าผมสูง ปักปิ่นประดับผม



สมัยสุโขทัย (พ.ศ. ๑๗๘๑–๑๘๒๖)
           อาณาจักรสุโขทัยเริ่มราว พ.ศ. ๑๗๘๑ เป็นระยะเวลาใกล้กับที่ไทยอีกพวกหนึ่งเรียกตัวเองว่า ปงหรือปา ไปก่อตั้งอาณาจักรอาหม บัดนี้คือมณฑลอัสสัมในอินเดีย พ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย ทรงคิดตัวอักษรไทยขึ้น อิทธิพลทางวัฒนธรรมพราหมณ์และขอมแพร่มาถึงสตรีไว้ผมเกล้าสูง อย่างที่เรียกว่า โองขโดง คือรวบขึ้นไปเกล้ามวยกลางกระหม่อม มีเกี้ยวหรือพวงมาลัยสวม สนมกำนัลแต่งกรัชกายนุ่งห่มผ้าลิขิตพัสตร์ ผ้าสุวรรณพัสตร์ ประดับเครื่องอลังกาภรณ์ มีจดหมายเหตุบันทึกการแต่งกายสตรีว่า หญิงนุ่งผ้าสูงพ้นดิน ๒ - ๓ นิ้ว (กรอมเท้า) สวมรองเท้ากีบทำด้วยหนังสีดำสีแดง


สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
           พระมเหสีเทวีแต่โบราณเสวยพระกระยาหารต่างเวลากับพระมหากษัตริย์ ย่อมโปรดให้ข้าหลวงตั้งเครื่องเสวยของพระองค์เองก่อนหรือภายหลัง เพื่อมีเวลาถวายปรนนิบัติพระราชสวามีได้เต็มที่ เครื่องทรงเป็นภูษาจีบห่มผ้าปัก มีเครื่องประกอบยศขัตติยนารี

ต้นสมัยอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓– ๒๑๓๑)
           พระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา ศิลปะการดนตรีขับร้องและกลอนเพลงเฟื่องฟู ไทยเริ่มนุ่งโจงกระเบน แปลงจากทรงหยักรั้งอย่างขอม หญิงนุ่งจีบห่มสไบ มีผ้าห่มชั้นในอีกผืนหนึ่งห่มอย่างผ้าแถบสไบชั้นนอกใช้ผ้าเนื้อหนาก็ได้ ตามกฎมณเฑียรบาลสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถระบุว่า “เมื่องานใส่เศียรเพชรมวย” คือเกล้าไว้ที่ท้ายทอย "เกล้าหนูนยิกเกี้ยวแซม" คือ ผมเกล้าสูงไว้บนกระหม่อม
สมัยอยุธยา (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๐๑)
           ในสมัยอยุธยารัชกาลพระเจ้าบรมโกษฐ์ วรรณคดีไทยเฟื่องฟูมาก เช่น มีกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ซึ่งได้ใช้ขับเห่เรือพระที่นั่งมาจนปัจจุบัน การแต่งกายสตรีตามภาพพจน์นิพนธ์กล่าวว่า
“คิดอนงค์องค์เอวอร       ผมประบ่าอ่าเอี่ยมไร” 

และ “ผมเผ้าเจ้าดำขลับ       แสงยับยับกลิ่นหอมรวย 
ประบ่าอ่าสละสลวย       คือมณีสีแสงนิล”


           แสดงว่าสตรีนิยมไว้ผมยาว เจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎ พระราชธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ได้นิพนธ์บทละครเรื่อง ดาหลังและอิเหนา ขึ้น ตามเค้าเรื่องที่ข้าหลวงเชื้อชาติมลายูเล่าถวาย



 สิ้นรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ประเทศไทยต้องทำศึกสงคราม การแต่งกายของสตรีจึงเปลี่ยนแปลงไป
ผมที่เคยไว้ยาวประบ่าก็ต้องตัดสั้น เพื่อสะดวกในการปลอมเป็นชายอพยพหลบหนี ห่มผ้าคาดอกแบบตะเบงมานรวบชายผูกเงื่อนที่ต้นคอ แสดงถึงหญิงไทย แม้จะเป็นเพศอ่อนโยนสวยงาม แต่ก็อาจปรับตัวรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ งานบ้านปรกติก็ต้องทำ เช่น ฝัดข้าวไว้หุง แต่พอมีสัญญาณภัยก็วางกะด้ง คว้าดาบ
พร้อมที่จะสู้ได้ทันที

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่